บ้านเดิมเจ้า

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




แหล่งโปรตีนเช่นเดียวกับการกินถั่วเหลือง ที่ธัญพืชพื้นบ้านชนิดนี้สร้างความฮือฮาให้ชาวโลกคือ มีการวิจัยพบว่า เม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
          เม็ดบัวมีประโยชน์ทางยาสูงมาก แพทย์แผนไทย แนะนำว่า ช่วยบำรุงกำลัง แก้โรคข้อต่างๆ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ส่วนแพทย์แผนจีนบอกว่า ช่วยบำรุงไต ม้าม หัวใจ และตับซึ่งตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่า

          “
สารแอนติออกซิแดนต์จะช่วยปกป้องและบำรุงตับ โดยเฉพาะตับที่ต้องขับสารแอฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับออกจากร่างกาย การกินเม็ดบัวจึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้”
เม็ดบัวไทย-จีน ความเหมือนที่แตกต่าง

         
การเลือกกิน เม็ดบัวส่วนใหญ่ที่เราเห็นทั่วไป จะเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งจะมีเมล็ดขนาดใหญ่ ผ่านการกะเทาะเปลือก ดึงดีบัว(ต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียวเข้ม)ออก และอบแห้งแล้ว

         
ส่วนเม็ดบัวไทยนั้นไม่ค่อยพบวางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากมีเมล็ดเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยม แต่จากผลการวิจัยของ อาจารย์ปริญดา ที่ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์ในเม็ดบัวไทยและจีนพบว่า เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน 5-6 เท่า

         
อาจารย์ปริญดาจึงแนะนำว่า ถ้าต้องการให้ร่างกายได้รับสารแอนติออกซิแดนต์ปริมาณสูงควรเลือกกินเม็ดบัวไทยดีกว่า โดยเฉพาะเม็ดบัวไทยสด

         
วิธีกินคือ ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึงเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก กินสดๆทั้งเมล็ด จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด และดีบัวในปริมาณสูง

         
ส่วนชนิดอบแห้งนั้น เรานำมาทำอาหารคาวหวานได้หลากหลาย ที่คุ้นเคยกันดี คือ น้ำอาร์ซี เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดง ผสมในเต้าฮวย หรือเต้าทึง ข้าวอบใบบัว เป็นต้น


ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อให้ได้ของสดใหม่ คุณภาพดีมีดังนี้ค่ะ
ชนิดอบแห้ง 
          1.
ควรเลือกเมล็ดที่มีสีเหลืองนวล ถ้ามีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าเป็นเม็ดบัวเก่าที่เก็บไว้นานแล้ว เมล็ดไม่แตกหัก และไม่มีฝุ่นละอองปนเปื้อน
          2.
ขั้วเมล็ดไม่ดำคล้ำ เพราะจะเป็นเมล็ดที่เก็บไว้นานแล้ว
          3.
ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็นหื่น
ชนิดฝักสด
         
เลือกฝักที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน จะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อกรอบ หวานกำลังดี คราวนี้ถ้าเจอฝักบัวสดในตลาดอย่าลืมซื้อติดไม้ติดมือมาคนละสองสามกำนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจากชีวจิต


 แหล่งข้อมูล : วิชาการดอทคอม

หมาก แก้เบาหวานแผลหายเร็ว




ผม เคยเขียนเรื่อง “หมาก” แก้เบาหวานไปแล้ว เป็นสูตรที่ใช้ได้ผลดีมาแต่โบราณ แต่มีผู้อ่านไทยรัฐจำนวนมากพลาดข้อมูลดังกล่าวอยากทราบว่ามีวิธีกินอย่างไร เพราะบางคนเป็น แผลรักษาไม่หายด้วย  จึงเห็นใจมาก โดยให้เอา “หมาก” ที่กินกับพลูแบบสด 1 ลูก ผ่า 4 ซีก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือดหรือประมาณ 10 นาที ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว เช้า กลางวัน เย็น ก่อนอาหาร ต้มดื่มวันละ 1 ลูก เมื่อน้ำตาลลดแล้วต้มดื่มแบบวันเว้นวันได้ ซึ่ง “หมาก” มีรสฝาด จะช่วยสมานแผลของผู้เป็นโรคเบาหวานหายเร็วขึ้น

        หมาก หรือ ARECA  CATECHU  LINN. อยู่ในวงศ์ ARECACEAE ราก แช่เหล้าขาวดื่ม แก้ปวดเมื่อยเส้นเอ็นดีมาก ราก ต้มน้ำดื่มแก้พิษร้อนภายในสมานลำไส้ ใบ ต้มน้ำดื่มและอาบแก้ไข้ แก้หวัด ผื่นคันตามตัว ป้องกันสารพิษทำลายตับ ราก ต้มน้ำเดือดอมขณะอุ่นแก้ปากเปื่อย ถอนพิษถูกสารปรอทในฟันได้ครับ

        หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” สี่สีทั้งเล่ม พิมพ์จำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย เนื้อหาไม่ซ้ำกับทุกเล่มที่ผ่านมา ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาทบวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ. สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 ระบุที่ส่งกลับ ให้ชัดเจน หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห้ว หมูแคปซูล ช่วยลดความดันโลหิต, เพชรสังฆาตแคปซูล แก้ริดสีดวงทวาร, สเปร์ยฉีดบำรุงรากผม, ขมิ้นชันแคปซูล แก้โรคกระเพาะอาหาร, ยาลดเบาหวาน แคปซูลทำจากสมุนไพรหลายชนิด, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อยแก้เกาต์ลดเบาหวานบำรุงไต บำรุงกำลัง, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้า รูขุมขนตีบลง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ ช่วยให้ใบหน้ากระชับ, ตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือด ไปเลี้ยงสมอง หัวใจ, ว่านชักมดลูกแคปซูล โทร. 0–2275–2692 ครับ

 “นายเกษตร”

 ขอขอบคุณ
 แหล่งข้อมูล : ไทยรัฐ ออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2555

นายอำเภอไชยาต้อนรับ นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและคณะ

นายสุริยัณห์  จิรสัตย์สุนทร นายอำเภอไชยา และนางสินีลักษณ์  จิรสัตย์สุนทร นายกกิ่งกาชาดอำเภอไชยา พร้อมด้วยปลัดอำเภอ นายกเทศมนตรีตำบลตลาดไชยา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียง ปลัดอบต.เลม็ด พนักงานราชการ ลูกจ้าง ให้การต้อนรับนายเชิดศักดิ์  ชูศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และคณะ ซึ่งมาสักการะพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร และวัดสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕







สมุนไพรในครัวเรือนที่เราควรรู้

สมุนไพรในครัวเรือน
กระชาย
ไม้ล้มลุก ไม่มีลำต้นบนดิน มีเหง้าใต้ดิน ซึ่งแตกรากออกไปเป็นกระจุกจำนวนมาก อวบน้ำ ตรงกลางพองกว้างกว่าส่วนหัวและส่วนท้าย ใบเดี่ยว รูปขอบขนานแกมรูปไข่ดอกช่อ กลีบดอกสีขาว หรือชมพูอ่อน ตำรายาไทย ใช้เหง้าแก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด
บัวบก
กินได้ทั้งต้นเป็นผักสดหรือลวกกินกับอาหารเช่น ป่น ลาบ แจ่ว นำไปประกอบอาหารอื่นเช่น แกงหวาย ยำกับปลาแห้ง คุณค่าทางยา นำมาต้มกินแก้ฟกช้ำ ลดอาการอักเสบได้ ทำเป็นครีมลบรอยแผลเป็น รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยผ่อนคลายทำให้ความจำและสมองทำงานได้ดี
ขิง
ชื่อท้องถิ่น ขิงเผือก ( เชียงใหม่ ) ขิงแกลงขิงแดง ( จันทบุรี ) สะเอ ( กะเหรี่ยง , แม่ฮ่องสอน )เหง้าขิงมีกลิ่นหอม มีผู้นิยมนำมาหั่นเป้นแว่นๆต้มน้ำตาลเป็นเครื่องดื่ม ทั้งเป็นยาขับลมแก้ปวดท้อง ท้องอืด บำรุงธาตุ ช่วยให้สดชื่นแก้อาการไอ นำมาปรุงอาหาร เป็นผักจิ้มก็ได้ใส่ในของหวาน เช่นไข่หวาน กลิ่นจะหอมน่ารับประทาน
มะระขี้นก
ชื่อท้องถิ่น ผักเหย ผักไห่ มะร้อยรูมะห่วย มะโห่ ผลและใบนำมาลวกรับประทานเป็นยาเจริญอาหาร ระบาย แก้โรคลม หัวเข่าบวมเป็นยาบำรุงน้ำดี แก้โรคม้าม ช่วยฟอกเลือดบำรุงตับ บำรุงสายตา และผิวหนัง ส่วนน้ำต้มของใบและผลมะระมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆและแก้ไข้ น้ำคั้นของผลมะระมีสรรพคุณแก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย บำรุงระดู รักษาโรคเบาหวานแพทย์จีนเชื่อว่า มะระมีพลังของความเย็นมีสรรพคุณช่วยขับพิษ
มะเขือเทศ
ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับ 1ของบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพ ในมะเขือเทศมีกรดพีคูมาริก (p - Coumaric acid) และกรดคลอโรจีริก (Chlorogenic Acid) อยู่เป็นจำนวนมาก กรดเหล่านี้จะแย่งจับกับไนไตรท์แล้วขจัดออกจากร่างกาย ก่อนที่ไนไตรท์จะไปจับกับเอมีนส์กลายเป็นสารที่ก่อมะเร็งชื่อไนโตรซามีนส์ การทานมะเขือเทศสดอย่างน้อย 7 ครั้งต่อสัปดาห์ จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ปอด และกระเพาะลงได้ครึ่งหนึ่ง
กะเพราแดง
ลักษณะทั่วไปคล้ายโหระพา ต่างกันที่กลิ่นและกิ่งก้าน ซึ่งมีขนปกคลุมมากกว่า ใบสีเขียวแกมม่วงแดง ตำรายาไทย ใช้ใบหรือทั้งต้น เป็นยาขับลม แก้ปวดท้อง ท้องเสีย และคลื่นไส้อาเจียน
กระเทียม
ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร บางงานวิจัยระบุว่าสามารถลดได้ถึง 40% เมื่อกินมากพอ สาร S- allylmercaptocysteine ช่วยลดการเกิดมะเร็งในต่อมลูกหมากประมาณ 50% และกระเทียมยังช่วยเพิ่มระดับเอนไซม์ที่จะทำหน้าที่ล้างพิษของสารก่อมะเร็ง สารนี้จะมีขึ้นเมื่อทุบกระเทียมให้แตกก่อนแล้ววางทิ้งไว ้10 นาที ก่อนจะนำไปใช้ไม่ควรกินกระเทียมขณะท้องว่าง อาจจะเกิดระคายเคือง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องได้
พริกไทย
ไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่ดอกช่อออกที่ซอกใบ สีขาวแกมเขียว ผลเป็นผลสดกลม พริกไทยเป็นเครื่องเทศ ใช้แต่งกลิ่นรสและช่วยถนอมอาหาร ตำรายาไทยใช้ผลเป็นยาขับลม แก้อาการท้องอืดเฟ้อ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และกระตุ้นประสาท
ตะไคร้
มีคุณค่ากับอาหารไทยมานานแล้ว ใส่ในต้มยำ แกงต่างๆ หรือจะหั่นฝอยใส่ยำ ใส่หม่ำ เพิ่มกลิ่นหอม เพิ่มรสชาติและดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ คุณค่าทางยา จะช่วยลดการบีบตัวของลำไส้บรรเทาอาการปวดท้อง ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
สะระแหน่
เป็นผักที่มีกลิ่นดี หอมเย็น เป็นผักกินสดๆ วิตามินจึงไม่ลดลงไปเพราะการใช้ความร้อน ใช้โรยหน้าต้มยำ ลาบ ก้อย คุณค่าทางอาหารและทางยาให้ความสดชื่น ความคิดแจ่มใส ตากแห้งผสมกับใบชาชงเป็นชาหอมได้ มีเบต้า-แคโรทีน และวิตามินซีสูง


ตำลึง
ชื่อท้องถิ่น ผักแคบ ( ภาคเหนือ )แคเด๊าะ ( กะเหรี่ยง , แม่ฮ่องสอน ) เถา ยอด และใบ มีคุณค่าทางอาหารสูงได้ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินซีเกลือแร่ แคลเซียม บำรุงเลือด แก้ผอมแห้งแรงน้อยทำให้ผิวพรรณผ่องใส่ ใบแก่มีประโยชน์มากกว่าใบอ่อน , ยอด เถา ใบ และราก ตำคั้นน้ำดื่มแก้หลอดลมอักเสบ สามารถลดน้ำตาลในเลือดรักษาโรคเบาหวาน มีสรรพคุณในทางช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้ง กากคั้นอย่าให้แห้งใช้พอกทาบำบัดโรคพิวหนัง
มะขามเปียก
ใช้เป็นยาถ่าย และยาแก้ไอกัดเสมหะที่เหนียวข้น เนื่องจากมีกรดอินทรีย์ เช่น กรด trataric และกรด citric เปลือกต้น - เป็นยาสมานคุมธาตุ เนื้อในเมล็ด - ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิไส้เดือน ใบและยอดอ่อน - มีรสเปรี้ยว ใช้ในการอาบ อบสมุนไพร
ฟักทอง
ชื่อท้องถิ่น น้ำเต้า ( ภาคใต้ )มะพักแก้ว ( ภาคเหนือ ) มะน้ำแก้ว ( เลย )หมักอื้อ ( เลย , ปราจีนบุรี ) หมากอึ ( ภาคอีสาน )มีวิตามินเอ บำรุงร่างกาย สายตา กระดูก และฟันให้แข็งแรง เมล็ดมีน้ำมัน บำรุงประสาทขับพยาธิ ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกตูม ผล ใช้เป็นอาหาร รับประทานเป็นผัก และปรุงเป็นของหวาน
แครอท
มีสารเสริมสุขภาพ 2 ชนิด อัลฟาแคโรทีน วึ่งเป็นตัวสร้างวิตามินเอ แคโรทีนทั้ง 2 ชนิด จัดอยู่ในกลุ่มสารที่ให้ผล สูงสุดในการป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีสารเพกติน (pectin) ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง และน้ำมันหอมระเหยซึ่งจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียลิสทีเรีย (listeria) และจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆปริมาณที่เหมาะสม : ตามชอบ แต่ควรมีไขมันรวมอยู่ด้วย เพื่อให้สร้างวิตามินเอได้
กะหล่ำปลี
ใบมีสารไดไทโอลไทออนส์ และสารกลูโคซิโนเลท เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง ออกฤทธิ์โดยเฉพาะต่อต้านกับมะเร็งลำไส้ แต่หากกินมากไปจะทำให้เกิดคอหอยพอกได้ เพราะมีสารไปกั้นการดูดซึมไอโอดีนที่ต่อมไทรอยด์ ผู้เป็นโรคไทรอยด์ไม่ควรบริโภคมากเพราะไปลดะดับไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดหากกินติดต่อกันนานๆ มีอีกหลายสี เช่นสีม่วงแดง ห้ามรับประทานกะหล่ำสีแดงสดๆเพราะมีเหล็กสูงมาก จะทำให้ท้องผูก
กะหล่ำดอก
เป็นผักตระกูลมัสตาร์ด มีสารที่สามารถดึงสารก่อมะเร็งออกจากเซลล์ โดยมีสารซัลโพราเฟน ซึ่งไปลดการผลิตเอนไซม์ที่จะไปทำอันตรายสารพันธุกรรม DNA ในเซล พืชวงศ์นี้รวมทั้ง บร็อคโคลี คะน้า และกะหล่ำต่างๆ กะหล่ำดิบมีวิตามินซีสูง มีธาตุโพแตสเซี่ยม กำมะถัน และเส้นใยมาก
คะน้า
มีวิตามินซีสูงมาก ใครที่เป็นหวัด ผิวไม่สวย วิตามินซีช่วยได้ ช่วยให้เนื้อเยื่อของเราทำงานได้เต็มกำลัง ทีเด็ดพิเศษคือ นอกจากคะน้า ไม่โกรธที่เรากินคะน้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คือ คะน้ามีแคลเซียมสูง แคลเซียมของคะน้าที่พลีให้เรานั้นดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมจากผักอื่นๆ ร่างกายจะได้วิตามินซีเต็มหน่วยกว่าการนำไปผัด
ขึ้นฉ่าย
มีธาตุโพแทสเซียมในปริมาณสูง ทั้งยังมีสารขับปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิตได้ และเนื่องจากขจัดสารที่เป็นพิษ ต่อกระบวนการเผาผลาญออกแล้ว จึงช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบหรือเกาต์ได้ ในตำราสมุนไพรพื้นบ้าน ขึ้นฉ่ายเป็นตัวยาที่นิยมนำมารักษาอาการทางประสาท หรือช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งในน้ำมันระเหยของขึ้นฉ่ายมีสารที่ช่วยระงับประสาทอยู่ด้วยปริมาณที่เหมาะสม : ตามใจชอบ หากต้องการลดความดันเลือด ควรรับประทานวันละ 4 ต้น
มันฝรั่ง
หัวมันฝรั่งเป็นแหล่งวิตามินซีชั้นดี ยังไม่นับแมกนีเซียมที่จะช่วยให้คุณหลับสบาย และกากใยที่จะช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังมีธาตุโพแทสเซียม ในปริมาณสูง ฃ่วยรักษาโรคหัวใจและไตได้ผลดี และยังมีสารแอโทีฟีน (atropine) ที่อยู่ในน้ำของมันฝรั่งที่สามารถช่วยบรรเทาอาการจุดเสียดได้ด้วยปริมาณที่เหมาะสม : มากที่สุดเท่าที่จะรับประทานได้
พริก
สารแคปไซซิน ในพริกช่วยลดพิษของสารก่อมะเร็งได้ ช่วยไม่ให้มีการจับตัวระหว่างไนไตรท์กับเอมีนส์ซึ่งจะกลายเป็นสารอันตราย พริกยิ่งเผ็ดเท่าไรก็ยิ่งมีแคปไซซินมากเท่านั้น

ผลเสี่ยงทายวันพืชมงคล ปี 2555

วันซึ่งตรงกับวันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ผลการเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง พระโคเสี่ยงทาย (พระโคฟ้า-พระโคใส) กินหญ้า พยากรณ์น้ำท่าบริบูรณ์พอควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี
ผลการตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย (การเสี่ยงทายผ้านุ่ง) พระยาแรกนา หยิบได้ผ้า ๖ คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอน จะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่
วันพืชมงคล เป็นวันสำคัญที่กำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย มีการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีโบราณ สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประกอบด้วย 2 พระราชพิธีคือ พระราชพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีนี้กระทำที่ท้องสนามหลวง
ทางราชการกำหนดให้วันพืชมงคลเป็นวันเกษตรกร และกำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการ ยกเว้นธนาคารและบริษัทเอกชนบางแห่งไม่หยุดทำการ วันพืชมงคลจะไม่ตรงกับวันเดิมตามสุริยคติหรือจันทรคติของทุกปี แต่สำนักพระราชวังจะเป็นผู้ประกาศวันพืชมงคล ให้เป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม แล้วแต่ในแต่ละปี ซึ่งในปี พ.ศ. 2555 วันพืชมงคล ตรงกับวันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
โดยในปี พ.ศ. 2554 พระโคเสี่ยงทาย (พระโคฟ้า-พระโคใส) กินหญ้า – เหล้า พยากรณ์น้ำท่าบริบูรณ์พอควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น การค้ากับต่างประเทศดีขึ้น และ พระยาแรกนาเสี่ยงได้ผ้า 5 คืบ สองพระโคกินหญ้า-เหล้า โหรทำนายน้ำ-อาหารบริบูรณ์พอควร การค้าต่างประเทศดีขึ้น
และในปี พ.ศ. 2555
วันพืชมงคล ซึ่งตรงกับวันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ผลการเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง พระโคเสี่ยงทาย (พระโคฟ้า-พระโคใส) กินหญ้า พยากรณ์น้ำท่าบริบูรณ์พอควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี
ผลการตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย (การเสี่ยงทายผ้านุ่ง) พระยาแรกนา หยิบได้ผ้า ๖ คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอน จะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่พืชมงคล

การเจาะต้นปาล์มใส่ปุ๋ยประโยชน์หรือโทษกันแน่

การให้ปุ๋ยปาล์มน้ำมันโดยการเจาะลำต้น


ให้ข้อมูลโดย :  คุณธีระพงศ์  จันทรนิยม

          กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีครับท่าน สำหรับ การใส่ปุ๋ยให้กับปาล์มโดยการเจาะลำต้นแล้วใส่ท่อ PVC ขนาด 1 นิ้ว โดยใส่ปุ๋ยทางท่อ PVC ที่ฝังไว้ในลำต้น ซึ่งมีการอ้างว่าจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ....จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ช่วงนี้มีเกษตรกรสนใจและถามข้อสงสัยเข้ามามากครับ ประกอบกับขณะนี้ปาล์มทะลายมีราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ถึงระดับ 7.20-7.50 บาท/กิโลกรัม และจากราคาปาล์มที่สูงขึ้นดังกล่าวทำให้เกษตรกรสนใจที่จะเพิ่มผลผลิตปาล์มอย่างรวดเร็ว และได้รับคำแนะนำว่าควรใส่ปุ๋ยโดยการเจาะลำต้น ประกอบกับการใช้ปุ๋ยโดยการเจาะต้นได้ถูกเผยแพร่ในวารสารบางเล่มว่ามีข้อดีต่างๆมากมาย สำหรับเรื่องนี้ผมจึงอยากให้เกษตรกรตั้งสติแล้วคิดถึงความเป็นไปได้ โดยอยู่ในกรอบของเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ครับ
           1.      การเจาะลำต้นแล้วใส่ปุ๋ย ทำให้ผลผลิตปาล์มเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าหรือไม่? 
                            — ในการวัดผลผลิตปาล์มว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น จะต้องศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเก็บข้อมูลผลผลิตนานถึง 3-5 ปี ตามอายุปาล์ม  เนื่องจากการพัฒนาของตาดอกจนถึงการผสมเกสรจะใช้เวลาประมาณ 15 เดือน สำหรับปาล์มเล็ก ซึ่งมีการสร้างทางใบ 3 ทางใบ/เดือน ส่วนในปาล์มที่มีอายุมากซึ่งมีการสร้างทางใบ 2 ทางใบ/เดือน จะต้องใช้เวลานานถึง 22 เดือน ดังนั้นการให้ปุ๋ยกับปาล์มในวันนี้ ผลของการให้ปุ๋ยดังกล่าวจะเพิ่มจำนวนทะลายหรือไม่ สำหรับปาล์มเล็กเราจะต้องไปดูอีก 15 เดือน ข้างหน้า หรืออีกประมาณ 22 เดือนสำหรับปาล์มใหญ่ การเพิ่มผลผลิตของทะลายปาล์มอีก 2-3 เดือนข้างหน้าไม่ได้เกิดจากการใส่ปุ๋ยในวันนี้ แต่เป็นผลจากการใส่ปุ๋ยและดูแลรักษา เมื่อ 15-22 เดือนที่ผ่านมา                             —  ผลผลิตของปาล์มจะสัมพันธ์กับปริมาณธาตุอาหาร (ปุ๋ย) ที่ใส่ มีการศึกษาพบว่า การตัดทะลายปาล์มออกไป 1,000 กก. จะทำให้มีการสูญเสียธาตุไนโตรเจน (N) 2.94 กก., สูญเสียฟอสฟอรัส (P) 0.44 กก., สูญเสียโพแทสเซียม (K) 3.71 กก., สูญเสียแมกนีเซียม (Mg) 0.77 กก. และสูญเสียแคลเซียม (Ca) 0.81 กก. จากข้อมูลดังกล่าวอยากให้เกษตรกรที่ปลูกปาล์ม วิเคราะห์ดังนี้ครับจากคำอ้างว่าการเจาะต้นจะทำให้ผลผลิตสูงขึ้นเป็น 2 เท่า หากปัจจุบันสวนปาล์มให้ผลผลิต 3 ตัน/ไร่/ปี ก็จะทำให้ผลผลิตสูงเป็น 6 ตัน/ไร่/ปี 
 ปาล์มน้ำมัน  1 ไร่ มี 22 ต้น ให้ผลผลิต 6 ตัน (6,000 กก.)
ดังนั้นปาล์ม 1 ต้น จะให้ผลผลิต = 6,000   =  272.7 กก./ต้น/ปี                                                       22

นั่นหมายความว่า หากจะให้ได้ผลผลิต 6 ตัน/ไร่/ปี ปาล์มแต่ละต้นจะต้องให้ผลผลิต 272.7 กก./ต้น/ปี ซึ่งจะมีการสูญเสียธาตุอาหารไปกับทะลายดังนี้ 
สูญเสียไนโตรเจนไปกับทะลาย 272.7 กก./ต้น   =  2.94 x 272.7  = 0.80 กก./ต้น
                                                   1,000
สูญเสียฟอสฟอรัสไปกับทะลาย 272.7 กก./ต้น   =  0.44 x 272.7  = 0.12 กก./ต้น
                                                                            1,000
สูญเสียโพแทสเซียมไปกับทะลาย 272.7 กก./ต้น =  3.71 x 272.7  = 1.01 กก./ต้น
                                                                              1,000
 
 ดังนั้น การชดเชยธาตุอาหารสำหรับปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิต 6 ตัน/ไร่/ปี ในกรณีที่ไม่มีการสูญเสียปุ๋ยระหว่างการใส่จะต้องให้ธาตุอาหารต่อต้น ดังนี้ 
ธาตุไนโตรเจน 0.80  กก./ต้น  หรือปุ๋ยสูตร  46-0-0   = (100/46) x 0.8    = 1.74 กก.
ธาตุฟอสฟอรัส 0.12 กก./ต้น  หรือปุ๋ยสูตร 18-46-0  = (100/46) x 0.12   = 0.26 กก.
ธาตุโพแทสเซียม 1.01 กก./ต้น หรือปุ๋ยสูตร 0-0-60  = (100/60) x 1.01   = 1.68 กก.
 หากการเจาะลำต้นปาล์มแล้วใส่ปุ๋ย และปาล์มสามารถนำไปใช้ได้จริง จะต้องใส่ปุ๋ยรวม 3.68 กก. (46-0-0 = 1.74 กก., 18-46-0 = 0.26 กก., 0-0-60 = 1.68 กก.) 
คำถาม?  ช่องเจาะใส่ปุ๋ยที่ลำต้นปาล์มเป็นเพียงท่อ PVC ขนาด 1 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุต  จะเพียงพอสำหรับปุ๋ย 3.68 กก. หรือไม่?
      2.    การดูดธาตุอาหารของพืช
          ตามปกติการดูดธาตุอาหารของพืช อาหาร (ปุ๋ย) จะซึมผ่านรากขนอ่อนแล้วเคลื่อนย้ายสู่ใบทางท่อน้ำ (Xylem) แล้วไปสร้างอาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงที่ใบ เมื่อได้อาหารแล้วจะส่งผ่านทางท่ออาหาร (Phloem) ไปยังส่วนต่างๆของพืช ในกรณีของปาล์มจะไปเก็บไว้ที่ลำต้นหรือส่งไปบำรุงดอก ทะลายปาล์ม ซึ่งโครงสร้างของธาตุอาหาร ใน Xylem และ Phloem จะมีโครงสร้างที่ต่างกัน   ดังนั้นการเจาะต้นเพื่อให้ปุ๋ยจะมีคำถามว่า... ประการแรก ปุ๋ยที่ให้มีโครงสร้างที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันทีหรือไม่? ประการที่สอง เมื่อเจาะเข้าลำต้นจะเป็นการตัดท่อน้ำและท่ออาหารของปาล์ม หากปุ๋ยมีการซึมผ่านจริงปุ๋ยนั้นก็จะเข้าไปอยู่ในท่อน้ำและท่ออาหาร แล้วปาล์มจะเอาอาหารดังกล่าวไปสังเคราะห์ก่อนหรือไม่ หรือนำไปใช้ได้เลย (หากนำไปใช้ได้เลยธาตุอาหารจะต้องอยู่ในรูปที่เหมือนกับอาหารที่สังเคราะห์ขึ้นในใบ) 

    
3.      ความสะอาดและสภาพปลอดเชื้อของอาหาร
         โดยปกติภายในลำต้นปาล์มจะอยู่ในสภาพที่ปลอดเชื้อ ซึ่งการเจาะลำต้นอาจทำให้เชื้อโรคเข้าทำลายต้นได้ ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นปาล์มตายได้ 

           จากข้อมูลที่นำเสนอมาทั้ง 3 ข้อ ข้างต้น จึงอยากให้เกษตรกรที่จะทำการเจาะลำต้นปาล์มเพื่อใส่ปุ๋ย ควรพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียดและรอบคอบ