บ้านเดิมเจ้า

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

น้ำบาดาล ไม่สะอาดอย่างที่คิด


นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวพบแหล่งน้ำบาดาลมีแร่ธาตุวานาเดียม (Vanadium) และซีลีเนียม (Selenium) รักษาและบรรเทาอาการโรคเบาหวาน เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ว่า วานาเดียมมีประโยชน์ช่วยให้ร่างกายดูดซึมกลูโคสได้มากขึ้น และช่วยในการทำงานของอินซูลิน ส่วนซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่ทำงานร่วมกับวิตามินอี และเสริมฤทธิ์ในการทำงานของวิตามินอี รักษาเนื้อเยื่อต่างๆ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นไปตามปกติ แม้ว่าแร่ธาตุทั้ง 2 ชนิด จะเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่จะพบอยู่ในอาหารที่บริโภคอยู่แล้ว ซึ่งหากบริโภคน้ำแร่ที่มีแร่ธาตุซีลีเนียมเกิน 0.4 มิลลิลิตร/วัน อาจทำให้เกิดอาการผมร่วง ผิวหนาขึ้น ระบบลำไส้ทำงานผิดปกติ และฟันผุ


"การบริโภคน้ำแร่จากน้ำบาดาลที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีการปนเปื้อนของสารหนู แคดเมียม โครเมียม ตะกั่ว ปรอท และจุลินทรีย์ก่อโรค เป็นต้น ซึ่งหากบริโภคสะสมเข้าไปในปริมาณมาก และในระยะเวลานานอาจทำให้เสียชีวิตได้ ทั้งนี้ แร่ธาตุซีลีเนียมยังมีอยู่ในอาหารประเภทต่างๆ เช่น เครื่องในสัตว์ ปลา หอย ข้าวต่างๆ ที่ยังไม่ได้สี กระเทียม เห็ด บร็อกโคลี หัวหอม มะเขือเทศ  เป็นต้น สำหรับแร่ธาตุวานาเดียมมีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อปลาและพริกไทยดำ เป็นต้น" นพ.พิพัฒน์กล่าว


นพ.พิพัฒน์กล่าวว่า อย.สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำบาดาล เนื่องจากทรัพยากรน้ำมีจำกัด สำหรับการบริโภคน้ำจากแหล่งน้ำบาดาลโดยทั่วไปนั้นสามารถบริโภคได้ แต่ควรเป็นน้ำแร่ที่ได้ตรวจสอบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานแล้ว และไม่ควรคาดหวังว่าการบริโภคน้ำที่มีแร่ธาตุดังกล่าวจะสามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ทั้งนี้ หากมีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้ไม่เสียโอกาสในการรักษาโรคให้หาย ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย หรือพบเห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่หลอกลวงผู้บริโภค โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ขอให้แจ้งมายังสายด่วน อย. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

ขวดน้ำพลาสติกใช้ซ้ำ ซ้ำ เสี่ยงมะเร็ง จริงหรือ ?


ขวดน้ำพลาสติกใช้ซ้ำ ๆ เสี่ยงมะเร็ง? (อ.ส.ม.ท.)

          ปัจจุบันเห็นหลายครอบครัวนำขวดน้ำอัดลมหรือขวดน้ำเปล่า ที่ทำจากพลาสติกมากรอกน้ำแช่ตู้เย็นเอาไว้ดื่มซ้ำแล้วซ้ำอีก จากข้อมูลที่ส่งต่อกันทางอินเทอร์เน็ตบ้างก็ว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง บ้างก็ว่าไม่เป็นอันตรายอะไรหรอก เพราะหลายสถาบันในต่างประเทศก็ออกมาการันตีว่ามีความปลอดภัย ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี 

          นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายว่า ขวดน้ำพลาสติกใช้แล้วใช้อีก อันตรายจริง โดยเฉพาะขวดน้ำพลาสติกแบบโพลีคาร์บอเนต เมื่อโดนเย็นจัดหรือร้อนจี๋ หรือการขบกัดขูดขีดกระแทก จะทำให้มีสารก่อมะเร็งกลุ่ม BPA (Bis-phenol A) ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ทำมาจากพลาสติกออกมา ซึ่งจากงานวิจัยของฮาร์วาร์ดพบว่าเพียง 3-4 ส่วนในล้านส่วนก็ก่อมะเร็งในหนูทดลองได้ ที่ซุปเปอร์มาร์เกตในแคนาดาจึงออกกฎเตือนว่า เจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องปิดฉลากเตือนไว้และถ้าเป็นเครื่องบริโภคบางอย่างถึงขนาดห้ามใช้พลาสติกเลยทีเดียว

          แต่ที่ทางการบ้านเรายังไม่ตื่นเต้นก็เพราะว่า ยังเป็นผลการวิจัยว่าเกิดมะเร็งในระดับสัตว์ทดลอง และมีปริมาณสารพิษไม่มาก แต่อย่าลืมว่าถ้าเลี่ยงๆ ไว้ก่อนได้ก็จะดีกว่ารออีก 10 ปี มีงานวิจัยออกมาบอกว่าคนก็เป็นมะเร็งได้ซึ่งไม่มีประโยชน์เสียแล้ว

          และอย่าลืมอีกข้อที่สำคัญคือถึงแม้มี BPA ปริมาณน้อยจากขวดพลาสติก แต่อย่าลืมว่าวันหนึ่งเราดื่มน้ำจากขวดพลาสติกกันหลายรอบทีเดียว เวลาเบรกจากประชุมหรือสัมมนาแต่ละทีก็ดื่มกันอึกอัก ไปแวะกินข้าว ก่อนกลับบ้านก็ดื่มอีกขวดหนึ่ง วันหนึ่ง 3-4 รอบบ่อยๆ เข้าก็มี BPA สะสมได้นะครับ

          ทั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้ตื่นตระหนกจนห้ามใช้พลาสติก เพียงแต่ให้ตระหนักไว้ก่อน และพยายามลดการใช้ไว้ก่อนจะดีกว่า

นพ.กฤษดา กล่าวว่า ลักษณะการใช้ที่ทำให้ตายเร็วมีดังนี้

           1.ขวดพลาสติกหรือแก้วพลาสติกเอามาใช้แล้วใช้อีก
           2.ขวดพลาสติกที่กระทบกระแทกขูดขีดไปมาจากการทิ้งไว้ในรถยนต์
           3.ขวดพลาสติกที่โดนความเย็นจัดต่ำกว่าศูนย์หรือร้อนจัดมาก เช่น ใส่น้ำต้มกาแฟ หรือใส่เข้าไปในไมโครเวฟ
           4.กล่องโฟมพลาสติกและพลาสติกใส (Wrapper) ห่ออาหารเข้าไมโครเวฟก็ต้องระวัง
           5.ขวดนมเด็กพลาสติก เพราะมีโอกาสที่สารนี้หลุดปนออกมาจากการที่เด็กอมขบกัดพลาสติก
           6.ของเล่นตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาพลาสติกราคาถูกและเครื่องใช้พลาสติกตามตลาดนัดมักทำจากพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพต่ำ ทำให้ต้องเติมสารพิเศษให้พลาสติกเสถียรซึ่งสารนี้ก่อมะเร็งได้
           7.อาหารที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง เช่น ในนมวัวที่มาจากวัวกินหญ้าปนเปื้อนยาฆ่าแมลง จะมีสารซีโนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนมรณะ ทำให้เด็กสาวโตวัยมีนมแตกพานได้ตั้งแต่อายุไม่ถึง 3 ขวบ 


วิธีหนีให้ไกลมัจจุราชเงียบในพลาสติก คือ 

           1.ใช้ขวดแก้วแทนขวดพลาสติก
           2.ใช้จานชามกระเบื้องหรือหม้อกระเบื้องเคลือบแทน
           3.รณรงค์ให้ใช้วัสดุอินทรีย์แทนพลาสติก เช่น ใบตอง ห่อผัดไทยใช้เชือกกล้วยผูกหิ้ว
           4.ขวดน้ำพลาสติกอย่าทิ้งไว้ในรถหรืออย่านำกลับมาใช้ใหม่
           5.อย่าใช้ความร้อนสูง หรือใช้ความเย็นจัดกับภาชนะพลาสติก เช่น เอาไปใส่ในไมโครเวฟหรือใส่ไว้ในช่องแช่แข็ง
           6.อย่าให้ภาชนะ กระทบกระแทก หรือขูดขีดมาก ระวังไม่ให้เด็กอมขวดหรือกัดพลาสติกเล่น
           7.ในแต่ละวันจำกัดการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกไว้ไม่ให้มากเกินไป ไม่ใช่ประชุมกัน 4 รอบ ก็กินเบรกแกล้มกับดื่มน้ำขวดพลาสติกทุกครั้ง อาจใช้แก้วกาแฟรองน้ำเปล่าดื่มบ้างก็ได้

       
   อย่างไรก็ตามสำหรับขวดน้ำดื่มพลาสติกที่ทำมาจากพลาสติกโพลิเอทีลีน เทอเรพทาเลท หรือ PET ที่มีความปลอดภัยสูงความโปร่งใสแข็งแรงทนทาน เหนียว ไม่แตกง่าย แต่เพื่อความปลอดภัย ก็ไม่ควรที่จะนำมาใช้ซ้ำ ๆ นาน ๆ ควรใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเช่นกัน
    

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
อ.ส.ม.ท.

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วันไหว้ครู โรงเรียนวัดเดิมเจ้า






จุดปฎิบัติการร่วม อปท.ตำรวจ กำนัน ผุ้ใหญ่บ้าน ชรบ. รพ.สต.ป่าเว กวาดล้างยาเสพติด


ณ บริเวณ สี่แยกป่าเว

14 มิถุนายน 2555















สปสช.มีมติ บัตรทองเรียกเก็บ 30 บาท เริ่ม 1 ส.ค.55


เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวหลังประชุมบอร์ด สปสช. ซึ่งพิจารณาเรื่องนโยบายร่วมจ่าย 30 บาท ว่าในการประชุมบอร์ด สปสช. มีมติตามคณะอนุกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ ที่มี นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ให้เรียกเก็บ 30 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 

"การเรียบเก็บต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้ เรียกเก็บกรณีประชาชนไปใช้บริการและได้รับการสั่งจ่ายยาเท่านั้น หากไม่มีการสั่งยาไม่ต้องเรียกเก็บ ช่วง 6 เดือนแรกนับจากเริ่มมาตรการให้เรียกเก็บเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลในระดับจังหวัด พวกโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ.รพท.) รวมถึงโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย" นายวิทยากล่าว และว่า ต่อมาอีก 6 เดือนหลังจากนั้นจะขยายไปยังโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ก่อนจะขยายไปยังโรงพยาบาลในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั่วประเทศกลางปี 2556

นายวิทยากล่าวว่า การเรียกเก็บจะยกเว้นกลุ่มคนยากจน ซึ่งจะมาจากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย และผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล โดยกลุ่มคนยกเว้นมีประมาณ 24 ล้านคน จาก 47 ล้านคน ในระบบ กลุ่มดังกล่าวจะเป็นไปตามมาตรา 5 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 อาทิ ผู้มีรายได้น้อยตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล พ.ศ.2537 ผู้นำชุมชน ได้แก่ กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี เด็กอายุไม่เกิน 12 ปีบริบูรณ์ บุคคลผู้พิการ พระภิกษุ สามเณร ทหารผ่านศึก ทหารเกณฑ์ เป็นต้น กลุ่มเหล่านี้ไม่ต้องร่วมจ่ายเงินดังกล่าว อีกทั้งนโยบายร่วมจ่าย 30 บาท ยังครอบคลุมทุกช่วงเวลา จากเดิมจะเน้นช่วงเช้า ล่าสุดให้ขยายไปยังช่วงบ่าย เพื่อความสะดวกของผู้รับบริการด้วย

"จากมาตรการดังกล่าวจะทำให้หน่วยบริการมีเงินรายได้ปีละ 2,000 ล้านบาท ให้แต่ละ หน่วยบริการบริหารจัดการเอง ซึ่งจะนำไปพัฒนาคุณภาพต่างๆ ได้ ที่สำคัญมาตรการนี้จะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของในระบบร่วมกัน และยังกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนัก ร่วมมือในการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น เป็นการส่งเสริมป้องกันโรค มากกว่าการรักษา" นายวิทยากล่าว และว่า ที่ประชุมยังเห็นควรให้ปรับเปลี่ยนหน่วยบริการในกรณีขอย้ายภูมิลำเนา จากเดิมสามารถเปลี่ยนได้ปีละ 2 ครั้ง เป็นปีละ 4 ครั้ง จะทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สำหรับกลุ่มยกเว้นร่วมจ่ายนั้น สปสช. จะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว หากประชาชนไปรับบริการ เมื่อมีการคีย์ข้อมูลผ่านบัตรประชาชนจะขึ้นโดยอัตโนมัติว่า เป็นกลุ่มยกเว้นหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความสับสน หรือวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม จะประเมินผลหลังออกมาตรการนี้ทุก 3 เดือน นอกจากนี้ ในการประชุมยังหารือเรื่องการขยายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการที่พิสูจน์ได้ว่าได้รับความเสียหายจากการรักษา โดยมีมติให้ขยายดังนี้ กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร จากเดิมจ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 200,000 บาท เป็น 400,000 บาท กรณีพิการหรือสูญเสียอวัยวะ จากเดิมจ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 120,000 บาท เป็น 240,000 บาท กรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยอย่างต่อเนื่อง จากเดิมจ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เชื่อว่ามาตรการนี้จะเป็นกลไกช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การขยายเงินช่วยเหลือตามมาตรา 41 จะมีผลต่อการสานต่อร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... หรือไม่ นพ.วินัยกล่าวว่า คนละเรื่องกัน เนื่องจากมาตรา 41 เป็นเรื่องของการช่วยเหลือเบื้องต้น แต่ในส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองฯ เป็นเรื่องเงินชดเชย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการในสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นคนละส่วนกัน และการขยายวงเงินตรงนี้อยู่ในกรอบไม่เกินร้อยละ 1 ของเงินกองทุน เดิมกองทุนใช้เงินในส่วนนี้ประมาณปีละ 100 กว่าล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการขยายวงเงินขึ้นจะอยู่ที่ประมาณปีละ 250 ล้านบาท ยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายกำหนด 

อนึ่งการร่วมจ่าย 30 บาทในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2544 ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อมาในปี 2549 มีการยกเลิกการร่วมจ่ายดังกล่าว กระทั่งปัจจุบันมีการฟื้นโครงการนี้อีก

วันเดียวกัน กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ออกแถลงการณ์กรณีนโยบายร่วมจ่าย 30 บาท ว่าจากการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดย นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดึงดันนำนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมร่วมจ่ายค่ารับบริการสาธารณสุข หน่วยบริการทุกครั้ง ครั้งละ 30 บาท กลับมาดำเนินการและอาศัยเสียงข้างมากในที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้พิจารณาอนุมัตินั้น ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมทุกคนยืนยันว่า เพื่อความมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไม่ต้องไปแจ้งที่โรงพยาบาลทุกครั้งว่าขอยกเว้นไม่จ่าย 30 บาท เพราะยากจน หรือเพราะเป็นคนแก่ หรือเพราะเป็นคนพิการ ฯลฯ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ยากลำบากที่จะแสดงออกของประชาชนที่ได้เสียภาษีให้รัฐไปจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้ว ทุกคนไม่ควรต้องจ่าย 30 บาทด้วยซ้ำตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถดำเนินนโยบายกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อย่างเป็นธรรม ยังไม่สามารถยกระดับรายได้ขั้นต่ำให้แรงงานทั้งประเทศได้


(ที่มา:มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 14 มิ.ย.2555)

นายอำเภอไชยา ประธานปิดโครงการค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม



 

นายอำเภอไชยา กล่าวปิดโครงการอบรม

ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยวิธีชุมชนบำบัด


                                                 ผู้นำท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้านร่วมงาน              



โครงการขุดลอกเหมืองน้ำ หมู่ที่ ๕ ต.ป่าเว อ.ไชยา

 องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเว ขุกลอกเหมืองน้ำสาธารณะ
 เพื่อระบายน้ำในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึง เพื่อป้องกันน้ำท่วม