บ้านเดิมเจ้า

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ประกันสังคม มาตรา 40 ประกันสังคมเพื่อเกษตรกร


วิธีสมัครประกันสังคม มาตรา 40
การประกันสังคม คือการสร้างหลักประกันในการดำเนินชีวิตในกลุ่มของสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ โดยสมาชิกที่เรียกว่าผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อรับผิดชอบในการเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลและมีการทดแทนรายได้อย่างต่อเนื่อง ตามกฎหมายประกันสังคมได้แบ่งผู้ประกันเป็น 3 มาตราดังนี้


1. ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 คือลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ ผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  33  ลาออกจากงาน ลูกจ้างยังคงได้รับความคุ้มครอง 4  กรณี  คือ  เจ็บป่วย  ทุพพลภาพ  คลอดบุตร  และตาย จากการประกันสังคมต่อไปอีก  6  เดือน 

2. ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 คือ บุคคลที่เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง แต่ประสงค์จะส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมต่อเอง ซึ่งมีเงื่อนไขในการสมัครดังนี้ 
    - ต้องเคยจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน
    - ต้องมายื่นคำขอเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ด้วยตนเอง ภายในระยะเวลา เดือนนับแต่วันที่ลาออก 


3. ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ ประชาชนทั่วไปที่ประสงค์เข้าสู่ระบบการประกันสังคม โดยยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ณ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด จะได้รับการคุ้มครองเพียง 3 กรณีเท่านั้น คือ กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ และกรณีตาย โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 
    - มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
    - ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39- ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ
    - ไม่เป็นวัณโรคในระยะอันตราย โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคซึ่งอยู่ในระหว่างการรักษาและอยู่ในสภาพใช้เครื่องช่วยชีวิต 
          
จากที่เกริ่นนำถึงความหมายการประกันสังคมและผู้ประกันตนตามมาตราต่างๆ ต่อไปจะกล่าวถึงวิธีสมัครประกันสังคม มาตรา 40 สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำงานกับสถานประกอบการ หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระทุกสาขาอาชีพสามารถเป็นผู้ประกันตนกับทางสำนักงานประกันสังคมได้ ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

คุณสมบัติในการสมัคร
1.  ต้องเป็นผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์  และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
2.  ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33  และ ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ มาตรา 39
สิทธิประโยชน์พื้นฐาน
1.            เงินทดแทนการขาดรายได้ เมื่อเจ็บป่วย  เมื่อนอนโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยในตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป  จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้จำนวน  200  บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วันต่อปี   เงื่อนไข  จ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 4 เดือน
2.            เงินทดแทนการขาดรายได้ เมื่อทุพพลภาพ  รับเงินทดแทนการขาดรายได้จำนวน 500 - 1,000 บาทต่อเดือน  เป็นเวลานานถึง  15  ปี  เงื่อนไข  เงินทดแทนการขาดรายได้ เมื่อทุพพลภาพ  ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือนขึ้นไป
3.            เงินค่าทำศพ (เสียชีวิต)  จะได้รับค่าทำศพจำนวน 20,000 บาทต่อราย  เงื่อนไข  จ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือน ภายในระยะเวลา 12 เดือน
4.            เงินบำเหน็จชราภาพ   ผู้ประกันตนสามารถรับเงินก้อน เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์  เงื่อนไข  มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
ทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคุณ
     เพื่อสิทธิประโยชน์ดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมขอเสนอทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคุณด้วยชุดสิทธิประโยชน์  ดังนี้
ชุดสิทธิประโยชน์ 1
สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 3 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย    เงินทดแทนการขาดรายได้ เมื่อทุพพลภาพ    เงินค่าทำศพ  
เงินสมทบที่จ่าย  
ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบเดือนละ 100 บาทต่อเดือน  หรือวันละประมาณ 3 บาท *ในระยะแรกรัฐบาลมีนโยบายอุดหนุนให้ 30 บาท และ ผู้ประกันตนจ่าย 70 บาท
ชุดสิทธิประโยชน์ 2
สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 4 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย    เงินทดแทนการขาดรายได้ เมื่อทุพพลภาพ    เงินค่าทำศพ   เงินบำเหน็จชราภาพ (เงินออมกรณีชราภาพ)
จ่ายเงินสมทบ
ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบเดือนละ 150 บาทต่อเดือน หรือวันละประมาณ 5 บาท  *ในระยะแรกรัฐบาลมีนโยบายอุดหนุนให้  50 บาท  และ ผู้ประกันตนจ่าย 100 บาท
***ทั้งนี้ผู้ประกันตนที่ประสงค์รับเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มขึ้น  สามารถจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาทต่อเดือน
หมายเหตุ  ทั้งนี้  ในการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 จ่ายเป็นรายเดือน ๆ ละ 1 ครั้ง และจ่ายเงินสมทบล่วงหน้าได้ ครั้งละไม่เกิน 12 เดือน แต่ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบย้อนหลังได้
วิธีการนำส่งเงินสมทบ
1.            ผู้ประกันตนตามมาตรา 40  สามารถนำส่งเงินสมทบได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่ท่านสะดวก
2.            จ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-ELEVEN ได้ทุกสาขา  ไม่เฉพาะเคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-ELEVEN เท่านั้น  แต่สามารถชำระได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ โดยมีค่าธรรมเนียม 10 บาทต่อครั้ง
3.            ชำระได้ที่เคาน์เตอร์ของธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  โดยมีค่าธรรมเนียม 5 บาทต่อครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2554 เป็นต้นไป
หมายเหตุ   การชำระเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสจะเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 บาท ในส่วนการชำระผ่านธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จะมีค่าธรรมเนียม 5 บาทต่อครั้ง โดยจะได้รับใบเสร็จรับเงินทันที  แต่ผู้ประกันตนต้องนำใบเสร็จรับเงินที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ออกให้  พร้อมสมุดนำส่งเงินสมทบมาตรา 40 ไปติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา  เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ทำการประทับตราในสมุดนำส่งเงินสมทบ  เนื่องจากต้องใช้ประกอบการยื่นเรื่องเมื่อมีการรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
เอกสารประกอบการสมัคร
1. แบบการขึ้นทะเบียนการเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 (สปส.1-40)
2. บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา
สถานที่ในการขึ้นทะเบียน
1. สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา
2. หน่วยบริการเคลื่อนที่
3. สมัครผ่านตัวแทน (เจ้าหน้าที่ประกันสังคม)
หมายเหตุ
      ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมที่/จังหวัด/สาขา ได้มีการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่สนใจสมัครมาตรา 40  โดยสามารถกรอกแบบฟอร์มสมัครผ่านเจ้าหน้าที่/ตัวแทน  แต่ยังไม่มีการเก็บเงินสมทบ ทั้งนี้ในการเก็บเงินสมทบจะเริ่มเก็บในเดือน พฤษภาคม 2554 หรือสามารถติดต่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนได้  ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป  ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา 
ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่ไม่ได้ทำงานกับสถานประกอบการ หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระทุกสาขาอาชีพมั่นใจได้ว่า ยังสามารถเป็นผู้ประกันตนกับทางสำนักงานประกันสังคมได้ โดยได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับจำนวนเงินสมทบที่ส่งและให้ผู้ประกันตนสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข



ทีมา: สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมาตรา 40 จากสำนักงานประกันสังคม

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมะพร้าว(ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตกร)

สำนักเกษตรอำเภอไชยา แจ้งเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ให้มาขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรกรอำเภอไชยา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

การออกหน่วยเคลื่อนที่ของสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตนครศรีธรรมราช

                                                                     สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตนครศรีธรรมราช


กำหนดออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการ
ทำบัตรทหารผ่านศึก และครอบครัวทุกชั้นบัตร พร้อมกับให้บริการด้านสวัสดิการต่างๆ


ในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ 
เวลา ๐๙.๐๐ น.ณ หอประชุมอำเภอไชยา

การสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง


กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร

โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน  แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง
มท. เสนอว่า
1. กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2554  ประกอบด้วย กฎหมายจำนวน 19 ฉบับ ดังนี้ (1) กฎหมายว่าด้วยกองอาสารักษาดินแดน (2) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า (3) กฎหมายว่าการควบคุมการเรี่ยไร (4) กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร (5) กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (6) กฎหมายว่าด้วยการพนัน (7) กฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ (8) กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข (9) กฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน (10) กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ (11) กฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย (12) กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน  (13) กฎหมายว่าด้วยยศและเครื่องแบบผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (14) กฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ (15) กฎหมายว่าด้วยว่าด้วยโรงแรม (16) กฎหมายว่าด้วยสถานบริการ (17) กฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ (18) กฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน (19) กฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน  วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน เว้นแต่ความผิดที่มีโทษตามมาตรา 72 มาตรา 72 ทวิ มาตรา 73 มาตรา 74 และมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน  พ.ศ. 2590 โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเป็นผู้สอบสวน
2. กฎกระทรวงตามข้อ 1 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554 และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 17 มิถุนายน 2555 ซึ่งพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองจะต้องปฏิบัติหน้าที่และรับผิดชอบทั้งระบบเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ
3. โดยที่กระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างที่ทำการพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองและห้องควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนจะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ และการให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองและพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจต่างมีหน้าที่สอบสวนด้วยกันทั้งสองฝ่ายตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ  จำนวน 19 ฉบับนั้น  อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน สมควรให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองทำการสอบสวนความผิดที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงตามกฎหมาย 16 ฉบับ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองโดยตรง  และเป็นคดีที่ไม่ซับซ้อน อัตราโทษไม่สูง ทั้งนี้ ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเป็นผู้สอบสวนความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน กฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน  เนื่องจากมีสถิติการเกิดคดีสูงและอาจเกี่ยวพันกับอาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งเป็นภารกิจหลักของตำรวจ
4. ดังนั้น  จึงควรทำการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2554 โดยตัดกฎหมายว่าด้วยการพนัน กฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และกฎหมายว่าอาวุธปืนฯ รวมจำนวน 3 ฉบับดังกล่าวออก และยกเลิกการกำหนดให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนไว้ ณ ที่ทำการพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง กรณีจำเป็นต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองมอบตัวผู้ต้องหาฝากควบคุมไว้ ณ สถานีตำรวจแห่งท้องที่นั้นและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบทำการควบคุมไว้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กำหนดให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองมีหน้าที่สอบสวนคดีอาญาในความผิดตามกฎหมาย จำนวน 16 ฉบับ (ร่างข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 2)
2. กำหนดให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองมอบตัวผู้ต้องหาฝากควบคุมไว้ ณ สถานีตำรวจแห่งท้องที่นั้นและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบทำการควบคุมไว้ (ร่างข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 7)
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 5 มิถุนายน 2555--จบ

www.ryt9.com

ผลการคัดเลือกตัวแทนระดับอำเภอไชยา คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสตรี

อำเภอไชยา ดำเนินการคัดเลือกตัวแทนอำเภอเป็นคณะกรรมการระดับจังหวัด เมื่อวันที่  ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ผลการคัดเลือกปรากฏว่า นางประกอบศรี แสนเกตุ ตัวแทนตำบลปากหมาก ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนอำเภอ