บ้านเดิมเจ้า

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

น้ำท่วมอำเภอไชยา วันที่ 2-3 มกราคม 2555

บริเวณคลองไชยา ช่วงบ้านเชิงทึง หมู่ที่ ๕ ตำบลป่าเว อำเภอไชยา




หน้าที่ว่าการอำเภอไชยา วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๕






ตลาดเทศบาลอำเภอไชยา













                                                                
                                       รถแบ็คโฮ อบจ.สุราษฎร์ธานี รื้อเศษไม้ที่ลอยมากั้นทางน้ำบริเวณ คลองไชยา


วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รายงานผลการปฏิบัติงานประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔



ขุดลอกเหมืองสาธารณะประโยชน์ รองรับเหตุอุทกภัย



ประชุมจัดทำแผนรับมือช่วงเกิดอุทกภัย ร่วมกับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลป่าเว


ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเว ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายไชยา-ปากหมาก


จัดทำแผนพัฒนาตำบล ร่วมกับศูนย์กศน.ไชยา



ประชุมเตรียมความพร้อม รับเหตุอุทกภัย กับองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเว


ประชุมแนวเขตทรัพยากรป่าไม้





ร่วมกับชาวบ้านเดิมเจ้า ร่วมรื้อสิ่งกีดขวางในคลองไชยา และบริเวณคอสะพานบ้านเชิงทึง


รับมอบยาชุดสามัญประจำบ้าน มอบให้ผู้ประสบอุทกภัย จาก ผอ.รพ.สต.ป่าเว



พิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ วัดพระบรมธาตุไชยา

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ความท้าทายและโอกาส ของไทยในประชาคมอาเซียน

คู่มือ 'ทำผ้าอนามัย ส้วม หุ้มรถ ขนตู้เย็น อุดบ้าน น้ำดื่ม' รอดตายน้ำท่วม

 
  ตื่นตัวกันมากขึ้น เพราะน้ำเริ่มใกล้ตัวเข้ามาทุกที ในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก เลยหาวิธีเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมให้ทุกคนได้ลองนำไปใช้ เพื่อการป้องกันทรัพย์สินที่อาจจะถูกน้ำทำความเสียหาย รวมไปถึงวิธีการอยู่รอดหลายแบบ ที่สามารถช่วยคุณได้ในยามคับขัน

ใครว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีแต่เรื่องไร้สาระเสมอไป เรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมก็มีให้เห็นไม่น้อยทีเดียว อย่างช่วงนี้สถานการณ์น้ำท่วมที่ยังลุ้นๆ กันอยู่ว่าบ้านใครจะท่วม ไม่ท่วม หรือท่วมไปแล้ว ก็มีเทคนิคการเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำท่วมที่ใกล้ตัว เพื่อความอยู่รอดของชีวิตและทรัพย์สิน วันนี้ 'ไทยรัฐออนไลน์' ได้รวบรวมเทคนิคต่างๆ ไว้เป็นคู่มือกันภัยน้ำท่วมที่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กได้แชร์กันไว้หลายวิธี

เตรียมความพร้อมด้วยกระเป๋ายังชีพ

จัดแจงให้ดูแบบละเอียดยิบที่เว็บไซต์ของเครือข่ายจิตอาสา ซึ่งเตือนผู้ที่กำลังจะเจอน้ำท่วมเตรียมแพ็กของสำคัญใส่กระเป๋ายังชีพก่อน เพราะต้องพกติดตัวในยามจำเป็น ซึ่งสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมนั้นก็มีทั้งไฟฉาย, ถ่านสำรอง, มีดพับ, เป้พับ, แว่นขยาย, ไฟแช็ก, เชือกร่มยาวประมาณ 5 เมตร, พาราเซตามอล, ยาหม่องน้ำ, ของใช้สำหรับทำความสะอาดร่างกาย, ถุงกันน้ำ, ถุงขยะ, ถุงพลาสติก, นกหวีด, เสื้อกันฝน, หมวก, เสื้อผ้าสำรอง 2-3 ชุด, และผ้าเช็ดตัว ทั้งหมดนี้จะใส่กระเป๋าเป้ด้วยวิธีใดก็ตาม แต่ห้ามลืมแม้แต่อย่างเดียว

ข้อมูลจาก www.volunteerspirit.org

ป้องกันคอมพิวเตอร์จากน้ำท่วม

ของคู่ใจอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทั้งโทรศัพท์, โน้ตบุก, ไอแพด อาจเคลื่อนย้ายได้สะดวกเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม แต่สำหรับคอมพิวเตอร์แบบพีซีแล้ว สิ่งที่ต้องรีบทำที่สุดก็คือขนย้ายขึ้นไว้ในที่สูง เช่นหลังตู้เสื้อผ้าหรือชั้นสองของบ้านเพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าในบ้านน้ำท่วมสูงจนอยู่ไม่ได้ การขนย้ายคอมพิวเตอร์ออกต้องหาถุงพลาสติกที่แน่ใจว่าไม่มีรอยรั่วให้น้ำเข้ามาได้ จากนั้นคุลมทับให้เรียบร้อย และระหว่างขนย้ายอดทนยกไว้สูงเหนือหัวเพื่อไม่ให้ถูกน้ำ โดยเฉพาะที่ปลั๊กไฟ เพื่อความปลอดภัย และกันความเสียหายที่จะตามมา

ข้อมูลจาก www.manacomputers.com/how-to-computers-protect-from-flood-damage

แปลงร่างถุงยังชีพเป็นเสื้อชูชีพ

ครอบครัวไหนที่มีเด็กเล็ก สัตว์เลี้ยง หรือตัวคุณเองว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง แต่ดันต้องมาเจอกับน้ำท่วมที่สูงเกินกว่าเท้าจะแตะถึงพื้น ก็ต้องเตรียมเสื้อชูชีพให้พร้อม เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าเสื้อมีไม่พอลองหากระบอกน้ำเปล่ากับถุงยังชีพที่ได้รับบริจาค มาประดิิษฐ์กันก็ได้ เทคนิคนี้คุณตัน อิชิตัน ก็ทำไว้บริจาคผู้ประสบภัย และใช้ได้ผลมาทุกรายแล้ว
หุ้มรถด้วยพลาสติกกันน้ำ

เทคนิคนี้เชื่อว่าค่ายรถชื่อดังได้เอามาแชร์ไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่กำลังกังวลว่าจะปกป้องพาหนะคู่ใจยังไงดี  แต่เห็นแล้วคงต้องขอความช่วยเหลือหลายคนมาช่วยกัน เพราะขนาดของรถยนต์ก็ไม่ใช่เล็กๆ ถึงจะง่ายเหมือนการห่อสิ่งของทั่วไป  แต่วิธีนี้ก็ถือเป็นไอเดียใหม่ๆ ที่อาจจะช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณได้บ้าง  ยังดีกว่าปล่อยให้รถจมน้ำไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
กลั่นน้ำดื่มฉุกเฉิน

นอกจากอาหารแห้ง และของใช้ในกระเป๋ายังชีพที่ต้องมีแล้ว น้ำดื่มก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อการดำรงชีวิต แต่ภาวะน้ำท่วมแบบนี้จะหาน้ำสะอาดมาใช้ทั้งอุปโภคและบริโภคนั้นค่อนข้างขาดแคลนมาก ยิ่งถ้าถูกติดเกาะอยู่แต่ในบ้านด้วยแล้ว ก็ต้องรีบมาดูวิธีการกลั่นน้ำไว้ใช้เองในยามฉุกเฉินที่แชร์กันในโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้ไว้ เพราะมันมีประโยชน์ต่อคุณมากเลยล่ะ โดยขั้นตอนในการกลั่นน้ำดื่มนั้น เริ่มจากตักน้ำที่ท่วมใส่กะละมัง จากนั้นนำแก้ววางไว้กลางกะละมัง และนำถุงปิดครอบปากกะละมังมัดให้แน่น เสร็จแล้วเอาก้อนหินวางทับด้านบนให้ตรงกับปากแก้วก่อนนำไปตากไว้กลางแดด เพื่อให้น้ำกลั่นตัวเป็นน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็มีน้ำไว้ใช้แล้ว

อุดบ้านด้วยแผ่นโพลีคาร์โบเนต

โดยทั่วไปส่วนใหญ่เวลารู้ว่าน้ำจะท่วมบ้าน การป้องกันไม่ให้น้ำเข้าสู่ภายในบ้านที่นิยมมากที่สุดก็คือการนำถุกระสอบทรายมากั้น และการก่ออิฐบล็อกโบกปูน แต่วิธีใหม่ล่าสุดที่ทาง www.pantip.com โพสต์ไว้ ถือว่าเข้าท่าทีเดียว กับการนำแผ่นโพซีคาร์โบเนตมาปิดทับบริเวณช่องประตูที่น้ำสามารถเล็ดลอดเข้าในบ้าน จากนั้นก็นำกาวที่ใช้สำหรับอุดท่อพีวีซีมายิงทับให้แน่นหนา ซึ่งดูจากภาพขั้นตอนการทำแล้วไอเดียนี้น่าลองไปใช้

เทของคว่ำตู้เย็น

อีก 1 เคล็ดลับที่ในเฟซบุ๊กได้นำมาแชร์ไว้สำหรับการป้องกันความเสียหายของเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะตู้เย็น เพราะมีขนาดใหญ่ ขนย้ายลำบาก ยิ่งถ้าบ้านไหนมีพื้นที่ไม่พอจะขนย้ายของขึ้นชั้นบนต้องเตรียมขนย้ายไปที่อื่น  ลองนำวิธีนี้ไปใช้กันดู เพียงแค่เอาของที่อยู่ในตู้เย็นออกให้หมด จากนั้นจัดการปิดประตูใช้เชือกมัดให้เรียบร้อยแล้วคว่ำหน้า เพียงเท่านี้เวลาน้ำมาต่อให้มีระดับสูงแค่ไหน ตู้เย็นก็จะลอยและไม่พัง

ผ้าอนามัยD.I.Y

ถึงขั้นวิกฤติหนักติดเกาะจนไม่สามารถออกจากบ้านได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ดันต้องมาเจออุปสรรคสำคัญอย่างการมีประจำเดือนมาด้วย ยิ่งลำบาก เพราะจะหาซื้อผ้าอนามัยก็คงยากเหลือเกิน  อีก 1 ไอเดียที่มาจาก FM.MET 107 ได้เอามาแชร์กันก็คือการประดิษฐ์ผ้าอนามัยไว้ใช้ฉุกเฉิน โดยอุปกรณ์ที่จำเป็น ก็ล้วนแต่เป็นของใกล้ตัวเช่น เสื้อยืดแขนยาว, กระดาษทิซชู, กรรไกร และเทปกาว ซึ่งขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจาก ตัดแขนเสื้อให้ได้ขนาด 15-20 ซม. จากนั้นทำกระดาษทิซชูทับซ้อนกันหลายๆชั้น และนำไปสอดไว้ในแขนเสื้อ จากนั้นนำเทปกาวสอดแปะด้านใน โดยให้อีกด้านยื่นออกมาสำหรับแปะกับกางเกงชั้นในได้ทั้ง 2 ด้าน เพียงเท่านี้ก็จะได้ผ้าอนามัยไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ที่สามารถถอดซักได้ด้วย

ส้วมฉุกเฉิน

เรื่องห้องน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ยิ่งผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ไม่มีห้องน้ำชั้นบนของบ้าน หรือต้องออกมาอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพที่อาจหาห้องน้ำสำหรับปลดทุกข์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องรีบเตรียมความพร้อม จัดการประดิษฐ์สุขาฉุกเฉินไว้ใช้จะดีกว่า ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ทำมีดังนี้คือ เก้าอี้พลาสติก นำมาเจาะรูตรงกลางเพิ่ม, ถุงดำขนาด 30x40 นิ้ว, จุลินทรีย์ EM สำหรับดับกลิ่น 1 ขวด, กระดาษทิซชู, ตัวหนีบ 4 ตัว และยางรัด

โดยเริ่มแรกให้นำถุงดำใส่ลงในช่องเก้าอี้ที่เจาะรูไว้ จากนั้นคลี่ปากถุงด้านบนพับเข้ากับขอบที่นั่งของเก้าอี้ให้ตึงและยึดด้วยตัวหนีบ เพียงเท่านี้ก็มีส้วมฉุกเฉินไว้ใช้เป็นของส่วนตัวแล้ว แต่ทั้งนี้เมื่อปลดทุกข์เสร็จเรียบร้อย ให้เทผง EMลงไป 1 ช้อนชา ตามด้วยน้ำ 1 ถ้วย จากนั้นปิดด้วยฝาให้สนิท เมื่อถึงเวลาต้องนำไปเก็บทิ้งให้ไล่อากาศในถุงออกให้หมดเพื่อประหยัดเนื้อที่ทิ้งขยะ จากนั้นมัดปากถุงให้แน่นและนำไปทิ้ง

การป้องกันและอยู่กับสถานการณ์ที่คับขันแบบนี้อย่างมีสติ คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะตอนนี้ก็คงเอาแน่เอานอนไม่ได้ ว่าจะต้องมีอีกกี่เขตในกรุงเทพมหานคร ที่ต้องรับสภาพน้ำเอ่อนอง สิ่งที่ควรคิดก็คือการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อความอยู่รอดและปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า



ขอบคุณ Twitter : Sriploi_social
                โดย: ทีมข่าวไลฟ์สไตล์
                22 ตุลาคม 2554, 08:00 น.
 

 

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มติคณะรัฐมนตรี เพิ่มเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุแบบขั้นบันได

 

  ครม.อนุมัติงบ 5.2 หมื่นลบ.จ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุแบบขั้นบันได

 
           ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติงบ 5.2 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นเงินอุดหนุนแผนงานสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุในปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 หรือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.54 เป็นต้นไป ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มจากปีก่อนกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท
โดยกำหนดอัตราแบบขั้นบันไดให้

ผู้มีอายุ 60-69 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 600 บาท,
          อายุ 70-79 ปี ได้เดือนละ 700 บาท
          อายุ 80-89 ได้เดือนละ 800 บาท
          และอายุ 90 ปีขึ้นไปได้เดือนละ 1,000 บาท

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กับสุราษฎร์ธานีโมเดล การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ

                       อุทกภัยในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม - 15 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหาย ให้อย่างมหาศาล เรียกว่าร้ายแรงที่สุดในรอบ 70 ปี พื้นที่ทั้ง 19 อำเภอถูกน้ำท่วมพร้อมกันอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เพราะเป็นเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นขณะที่พื้นที่ภาคใต้อยู่ในช่วงหน้าร้อน ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ที่ชาวใต้รับรู้และคุ้นเคยกับสภาพอากาศเช่นนี้ ว่าในหน้าร้อนจะต้องเผชิญกับความแห้งแล้ง และเมื่อถึงหน้าฝน ต้องรับมือกับมรสุม ความคุ้นเคยทำให้ละเลยสัญญาณที่ธรรมชาติพยายามเตือนมาตลอดในช่วงระยะเวลา หลายปีที่ผ่านมา ว่า โลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจะด้วยสภาพอันเป็นปกติของธรรมชาติเอง หรือน้ำมือของมนุษย์
การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่นี้เป็นการเกิดขึ้นครั้งที่ 2 ภายในห้วงเวลาห่างกันเพียง 4 เดือน  เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน 2553 พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมที่เป็นเหตุการณ์ปกติของภาคใต้ในหน้ามรสุม         นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าในปลายเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นฤดูร้อน จะกลายเป็นช่วงเวลาที่
จ.สุราษฎร์ธานี จมมิดอยู่ใต้บาดาล ด้วยฤทธิ์ของอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 7 ทศวรรษ บทเรียนจากภัยพิบัติ แต่สามารถเอาชนะ และฟื้นฟูความเสียหายของบ้านเมืองได้ในเวลารวดเร็วนั้นมาจากความร่วมมือร่วม ใจประสานการปฏิบัติทั้งในส่วนภาครัฐ เอกชน และประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ จนช่วยเหลือฟื้นฟูความเสียหายของบ้านเมืองได้ในเวลาอันรวดเร็ว และในโอกาสที่จังหวัดได้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายดังกล่าว เพื่อให้เกิดการป้องกัน ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติได้มีผลสำเร็จแบบยั่งยืน จึงได้บูรณาการแนวทางการปฏิบัติที่ผ่านมา และแนวทางนโยบายการป้องกันการแก้ไขปัญหาตามนโยบายของรัฐบาล คือ 2P2R เพื่อเล็งถึงประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประเทศชาติในวันข้างหน้า คณะผู้บริหารจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้รวบรวมแผนงานที่เรียกว่า “สุราษฎร์ธานีโมเดล” หรือแผนบูรณาการการปฏิบัติงานสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน
สำหรับหลักการที่ จ.สุราษฎร์ธานีเร่งดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต จึงอยู่ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติ  2P2R ที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ทุกจังหวัดใช้วาระดังกล่าวเป็นแผนแม่บทในการทำ งานบริหารจัดการรับมือพิบัติภัยธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ดังนี้ P ที่ 1 การเตรียมการ เตรียมการด้านข้อมูลและแผนด้านการสื่อสาร ด้านทรัพยากร และด้านการประชาสัมพันธ์  R ที่ 1 การเผชิญเหตุ มีการจัดตั้งระบบ ICS ที่มีศูนย์ปฏิบัติการร่วมกัน ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน การกำหนดให้มีศูนย์สั่งการเพียงศูนย์เดียว การช่วยเหลือประชาชนด้านชีวิต ทรัพย์สิน การควบคุมสถานการณ์เป็นลำดับแรก และการประชาสัมพันธ์ในภาวะฉุกเฉิน ที่มีการปฏิบัติงานในลักษณะบูรณาการ วันสตอปเซอร์วิส (One Stop Service) R ที่ 2 การฟื้นฟู ให้ฟื้นฟูความเสียหาย และการจัดลำดับความเร่งด่วนในการฟื้นฟู เช่น แหล่งสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และการลดภาระทางการเงินของผู้ประสบภัย  P ที่ 2 การป้องกันในระยะยาว ให้
บูรณาการการบริหารจัดการน้ำครบวงจร เช่น แก้มลิง ระบบระบายน้ำ การขุดคูคลองสายต่าง ๆ และระบบการกักเก็บน้ำ
โดยในส่วนของการปฏิบัติการก่อนเกิดภัยนั้น จังหวัดได้ผ่านขั้นตอนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือ การรวบรวมพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ปลอดภัย เครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยเหลือ รวมถึงช่องทางการสื่อสารระหว่างรัฐและประชาชนซึ่ง จ.สุราษฎร์ธานี ได้ใช้เครือข่ายโทรทัศน์และวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์เป็นแม่ข่ายในการแจ้ง ภัย นอกจากนั้นยังมีความพร้อมของหน่วยกู้ภัยที่สนธิกำลังรวมกันระหว่างภาครัฐและ เอกชนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ก่อนถูกนำไปจำลองเหตุการณ์
ผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในมุมมองของโมเดล เป็นการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมจะมี 2 ปัจจัย คือ “น้ำ” กับ “มนุษย์” และทั้ง 2 ปัจจัยนี้ต้องอยู่รวมกัน ผู้คนส่วนใหญ่มองว่ามนุษย์สามารถบริหารจัดการธรรมชาติได้ และแยกบริหารว่าน้ำก็อยู่ส่วนน้ำ คนก็อยู่ส่วนคน ความเป็นจริงเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นไปของโลกได้ และไม่สามารถแยกน้ำออกจากชีวิตคน ในสถานการณ์ภัยพิบัติ และอุทกภัยที่สุราษฎร์ธานี เมื่อต้นปี 2554 คณะผู้บริหารจังหวัดได้แก้ไขปัญหาโดยปรับงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์จังหวัดปี 2554 เพื่อให้ทันกับการเตรียมการในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอาจจะเกิดขึ้นได้อีกในช่วงปลายปี 2554 โดยการตั้งงบประมาณไว้ราว 10 ล้านบาท เพื่อการจัดการศึกษาข้อมูล พื้นที่ ภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ปริมาณน้ำ และทิศทางการไหลของน้ำเข้าสู่พื้นที่ประสบอุทกภัยตามเหตุการณ์ที่เกิดจริง ขั้นสุดท้ายผลการศึกษานี้จะทำให้ทราบว่าต้องเตรียมการ เผชิญเหตุ ฟื้นฟู และป้องกันระยะยาวอย่างไร ซึ่งก็คือนโยบาย 2P2R
นายธีระยุทธ กล่าวด้วยว่า สุราษฎร์ธานีโมเดล จะเป็นคู่มือลงสนามรบโดยไม่ต้องกางแผนที่ในภาวะวิกฤติ เป็นแม่แบบของ “แผนปฏิบัติการ” ที่สามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง มุ่งเป้าไปที่การสร้างความอุ่นใจ ช่วยพิทักษ์ทรัพย์สินของประชาชนและจังหวัดให้ปลอดภัย ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ และระบบสาธารณูปโภคให้ใช้การได้โดยไว ที่สำคัญคือการฟื้นฟูจิตใจของประชาชนผู้ประสบภัย โดยแบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ คือระยะสั้น ระยะกลาง  ระยะยาว และมีแผนกิจกรรมข่าวสาร เพื่อจัดหาทุนสนับสนุนในการดำเนินงานจากองค์กรต่าง ๆ อาทิ ภาครัฐ ภาคประชาชน อันเป็นการแก้ปัญหางบประมาณ จากทางภาครัฐที่มีจำกัด และสามารถฟื้นฟูบ้านเมืองได้อย่างต่อเนื่องที่เป็นระบบแน่นอน
“ผมคิดว่า วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ มนุษย์ ทุกคนควรย้อนคิดว่า ธรรมชาติที่ร้ายแรงนั้นได้ให้บทเรียนอะไรกับมนุษย์บ้าง ธรรมชาติคือผู้ทำร้ายมนุษย์จริงกระนั้นหรือ... หรือมนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้ทำร้ายธรรมชาติ...เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เปลี่ยนวิถีชีวิตให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติ แทนการต่อสู้กับธรรมชาติ”  นายธีระยุทธ กล่าว

ข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th  ข่าวภูมิภาค ประจำวันที่ 19 ต.ค. 54



น้ำท่วมภาคไต้ การวิเคราะห์ทางวิทยาศาตร์ ที่เราต้องฟัง



ฝนตกหนัก น้ำไหลแรง กินเวลานาน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่อุทกภัยแบบเดิมที่ประเทศไทยเคยเจอเมื่ออดีต  อีกทั้งผลกระทบที่ทวีความรุนแรงไม่ว่าทั้งด้านจิตใจ พืชสวนไร่นาเสียหายนับหมื่นไร่ แม้จะรู้อยู่ว่าเป็นภัยธรรมชาติแต่ในเชิงวิทยาศาสาตร์สามารถให้ความกระจ่างได้ว่าน้ำท่วมและความรุนแรงขณะนี้ก่อตัวมาได้อย่างไร
   
 
ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำวิชาธรณี  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ว่า ย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว สภาพการแปรปรวนของภูมิอากาศแบบผกผัน ก่อให้เกิดสภาพฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล รูปแบบฝนตกได้เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมาก กล่าวคือ จะตกครั้งละมาก ๆ บางครั้งฝนตกมาครั้งหนึ่งมากกว่าฝนตกเฉลี่ยทั้งปีเสียด้วยซ้ำไป บางที่มีฝนตกเป็นเวลาหลายวันต่อเนื่อง แต่บางครั้งฝนก็ทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ๆ หรือบางพื้นที่ไม่น่าจะมีฝนตกในบางช่วงเวลากลับมีฝนตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตาทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม  อย่างเช่น น้ำท่วมพื้นที่ปากช่อง ในปี พ.ศ.2553 หรือน้ำท่วมภาคใต้เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2554 เป็นต้น
   
จากการศึกษาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานด้านกรมอุตุนิยมวิทยาชั้นนำของโลก พบว่าในอนาคตสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศจะมีความถี่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคงก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุโซนร้อน พายุฤดูร้อน แผ่นดินถล่ม ไฟป่าและหลุมยุบเกิดขึ้นกับประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทยขณะนี้ ยิ่งแก้ไขก็ยิ่งเหมือนไปเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นให้กับพื้นที่ท้ายน้ำอยู่เสมอและยังสร้างความขัดแย้งมากขึ้นในสังคม ทั้งประชาชนที่มีระบบป้องกันและไม่มีระบบป้องกัน ชุมชนเมืองและชุมชนภาคเกษตรกร เป็นต้น
   
ความแปรปรวนของภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปีนี้เกิดขึ้นเร็วและรุนแรงเหนือความคาดหมายจากเดิมเมื่อกลางปี พ.ศ. 2553 ที่พบว่าปรากฏการณ์ ลานินญ่ากระหน่ำประเทศไทยส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมหนักทั้งภาคอีสาน เหนือ กลาง และที่หนักที่สุดคือภาคใต้ แต่จากการศึกษาเรื่องพายุที่มีจุดก่อกำเนิดในทะเลจีนใต้กับปรากฏการณ์ลานินญ่าของปี พ.ศ. 2554 พบว่ามีข้อมูลบ่งชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมของภาคใต้จากนี้ไป 2-4 เดือน (ต.ค 54-ม.ค. 55 )น่าเป็นห่วงมาก มีแนวโน้มสูงที่ภาคใต้และอำเภอหาดใหญ่จะเผชิญกับฝนตกหนักจากลานินญ่า เหมือนในปี พ.ศ. 2518, 2531, 2543 และอาจจะมีพายุพัดถล่มเหมือนในปี พ.ศ. 2505 ที่แหลมตะลุมพุก ปี พ.ศ. 2532 พายุเกย์ที่ จ.ชุมพร และเมื่อปลายปี พ.ศ. 2553 รวมทั้งเรื่องแผ่นดินถล่มก็เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้และอาจจะเป็น “มหากาพย์อุทกภัย ปี พ.ศ. 2554” ของภาคใต้อีกปีหนึ่ง
   
 
อ.ธนวัฒน์ กล่าวอีกว่า ฝนที่ตกแรงและถี่ขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะรูปแบบการก่อตัวของลานินญ่าเปลี่ยนจากทุก 4.6 ปี เหลือ 3 ปี รวมทั้งปรากฏการณ์เอลนินโญ่ที่เปลี่ยนไป จาก 3 ปีต่อครั้งเวียนรอบมาเหลือ 1.6 ปีต่อครั้ง ประกอบกับการก่อตัวของพายุในทะเลจีนใต้จากเดิมก่อตัวในแถบทะเลลึกแต่ปัจจุบันก่อตัวในแถบชายฝั่ง จากสถิติเมื่อปีที่ผ่านมาพบพายุที่ก่อตัวในแถบชายฝั่ง 11 ลูก พายุเหล่านี้เข้ามาเติมปริมาณน้ำฝนเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าในอนาคตเราจะต้องเผชิญกับอุบัติภัยน้ำท่วมถี่และบ่อยขึ้น แต่ถ้าเทียบระหว่างประเทศแล้วประเทศไทยถือว่าโชดดีที่จะเจอแต่หาง ๆ ของพายุเพราะมีประเทศที่รับช่วงหัวไปเต็ม ๆ แล้วคือ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม แต่ช่วงเปลี่ยนฤดูจากฝนเป็นหนาวในเดือนตุลาคมนี้ภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ประกอบอิทธิพลของลานินญ่า เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้ภาคใต้เกิดน้ำท่วมหนักเหมือนเมื่อครั้งอดีต
   
กรุงเทพฯเคยประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรงสุดเมื่ออดีตคือปี 2518 มีหลักฐานภาพถ่ายชาวบ้านพายเรืออยู่ในย่านสนามหลวง และครั้งใหญ่ล่าสุดในปี 2538 ปีนั้นอยู่ในปรากฏการณ์เอลนินโญ่ แต่หลังจากนั้นกรุงเทพฯเริ่มคลี่คลายจากปัญหาน้ำท่วมส่วนหนึ่งเพราะกทม.ได้เริ่มสร้างเขื่อนริมน้ำเจ้าพระยา แต่กลับกลายเป็นว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาทต้องเจอปัญหาน้ำท่วมหนักขึ้น ในประเด็นนี้ อ.ธนวัฒน์ บอกว่าการสร้างเขื่อนกั้นน้ำไม่ได้เป็นวิธีป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบ จะส่งผลให้น้ำไปท่วมที่ใดที่หนึ่งแทน ยกตัวอย่างเช่น วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์น้ำท่วมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมง ผลจากต่างคนต่างสร้างเขื่อนริมน้ำเมื่อ กทม. ทำเขื่อนกั้นจังหวัดไหนที่มีงบประมาณก็ทำบ้าง ส่วนประเด็นเขื่อนกักเก็บน้ำ เป็นอีกประเด็นที่ไม่ได้เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สังเกตว่าในปีนี้พื้นที่แนวเขตการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นกลับไม่เจอปัญหาน้ำท่วมรุนแรงทั้งที่ปีนี้มีปริมาณฝนมาก
   
“
ปัจจุบันเขื่อนเก็บน้ำที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2500 หรือ 50 ปีที่ผ่านมามีตะกอนดินจมอยู่ใต้เขื่อน 40-50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะมีการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น แผ่นดินถล่ม แต่การกักเก็บน้ำยังใช้ตัวเลขเดิม อีกทั้งเขื่อนยังก่อให้เกิดพลังงานศักย์ น้ำที่ปล่อยลงมาจากที่สูงเมื่อไหลออกมาจึงมีความแรงเป็นพลังสึนามิน้อย ๆ จะสังเกตว่าทำไมน้ำท่วมปีนี้น้ำจึงแรง เรือล่ม เพราะน้ำมีพลังงานศักย์” นักวิชาการคนเดิมระบุ
   
อย่างไรก็ตาม ดร.ธวัฒน์ให้ข้อเสนอแนะแผนเร่งด่วนสำหรับการรับมือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมว่า ควรปรับระบบเตือนภัยให้ทันเวลา เร่งวางแผนแม่บทการจัดการน้ำเพื่อวางแผนด้านการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำต้องมีประกาศแจ้งให้เก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรก่อน สำหรับกรุงเทพมหานครเสนอว่าควรมีแผนระยะยาวในการสร้างเส้นทางด่วนระบายน้ำ นอกจากนี้ควรมีมาตรการทางภาษีจัดเก็บภาษีสำหรับคนที่ไม่ประสบภัยน้ำท่วมเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกทั้ง ในพื้นที่รับน้ำต้องปล่อยไว้ห้ามก่อตั้งชุมชน หรือการใช้ภาษีทางอ้อมเช่นปัจจุบันโรงงานในพื้นที่บางบาลเกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะราคาที่ดินถูกเนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำ ลักษณะนี้ควรออกมาตรการทางภาษีอุตสาหกรรมที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำต้องเสียภาษี 10 เท่า 
   
แผนระยะยาวอีกด้านกรุงเทพมหานครควรหยุดการเจริญเติบโตของเมืองไว้แค่นี้แต่ไปพัฒนาเมืองบริวาร อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี เป็นต้น โดยภาครัฐต้องสร้างระบบขนส่งเพื่อรองรับการเดินทางไว้ควบคู่กัน.

ขอบคุณ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์